Digital Marketing

5 Forces Model : ความกดดัน 5 อย่างที่กระทบกับกำไรอย่างมหาศาล

5 Forces : ความกดดัน 5 อย่างที่กระทบกับกำไรอย่างมหาศาล

มารู้จักอีกหนึ่ง Framework สำคัญที่จะทำให้คุณทำการตลาดได้แบบมืออาชีพ และมองปัจจัยต่าง ๆ ของการเป็นไปของตลาดที่คุณกำลังอยู่ หรือกำลังจะเข้าไปแข่งขันได้รอบด้านมากขึ้น ด้วย Framework ที่ชื่อว่า Porter’s 5 Forces ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันจากธุรกิจเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ เว้นแต่คุณจะมีสิทธิ์ผูกขาดธุรกิจแต่เพียงผู้เดียว!

5 Forces มีปัจจัยอะไรบ้าง

Michael E.Porter ได้จำแนก 5 Forces ออกมาเป็น 5 ปัจจัยด้วยกัน ดังนี้

1. คู่แข่งในอุตสาหกรรม - Rivalry among competitors

คู่แข่งในอุตสาหกรรมหมายถึง ระดับความรุนแรงของการแข่งขันของคู่แข่งที่มีอยู่ ในบางอุตสาหกรรมอาจจะดุเดือดเล็กน้อย เนื่องจากต้องแย่ง Market share กันตลอดเวลา เช่น เครื่องสำอางค์ คลินิก เสื้อผ้า แต่หากเราหาจุดต่างได้ (POD) อาจไม่เหนื่อยมาก

ตัวอย่างเช่น ในอดีตตลาดเครื่องสำอางค์ที่แพทย์แนะนำฉีกออกมาจากเครื่องสำอางค์ทั่วไป ทำให้ไม่ต้องแข่งขันกับคู่แข่งทางตรง เป็นต้น

2. การแข่งขันจากผู้เล่นรายใหม่ - Threat of New Entrants

ถ้าคู่แข่งเข้ามาในอุตสาหกรรมง่าย เพียงแค่มีเงินทุน อาจจะทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น และทำให้ธุรกิจเราประสบปัญหาได้

ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมที่เข้าได้ค่อนข้างยาก คือพวกค่ายมือถือที่ต้องลงเสาสัญญาณ สร้างออฟฟิศ ต่างๆ นานา ทำให้คู่แข่งมีไม่กี่เจ้าเท่านั้น

3. อุปสรรคจากสินค้าทดแทน - Threat of New substitutes

สินค้าทดแทนเป็นสินค้าที่เราต้องพึงระวังไว้เช่นกัน เพราะเป็นตัวเลือกที่เข้ามาตอบสนองความต้องการเดียวกันกับสิ่งที่ธุรกิจเรานำเสนอ

ตัวอย่างเช่น ค่ายมือถืออาจจะเสียหาย เนื่องจากคนใช้เน็ตเพื่อโทร แทนโทรศัพท์หรืออาจจะไปเจอหน้ากัน แทนการคุยโทรศัพท์ หรือคนเลือกดื่มชา กระทิงแดง แทนกาแฟ เป็นต้น

4. อำนาจต่อรองของผู้ขาย - Bargaining power of Suppliers

อำนาจต่อรองของผู้ขาย ขึ้นอยู่กับการมีคนให้ supply สิ่งนี้เยอะเท่าไร ผู้เขียนมองว่า ถ้า Supplier ยิ่งเยอะยิ่งดี

ตัวอย่างเช่น แม่ค้าขายไข่ 20 ร้าน ขายให้เราคนเดียว เขาก็ต้องตัดราคาแย่งกันขายเรา

5. อำนาจต่อรองของผู้ซื้อ - Bargaining Power of Buyers

อำนาจต่อรองของผู้ซื้อหมายถึง ผู้ซื้อย่อมอยากจ่ายน้อยที่สุด เพื่อให้ได้ของมากที่สุด ดังนั้นยิ่งผู้ซื้อยิ่งมีจำนวนมากยิ่งดี

ตัวอย่าง ร้านขายไข่ ขายอยู่ติดกัน 3-4 เจ้า แต่มีลูกค้าคนเดียว ร้านแทบจะต้องขอร้องให้ลูกค้าซื้อ เพราะ Demand < Supply นั่นเอง ...

กลับกัน ถ้ามีลูกค้าเป็นพัน แต่ว่าร้านขายไข่ มีแค่ร้านเดียว อย่างนั้น Demand > Supply ลูกค้าจะมีสิทธิ์ต่อรองน้อย เนื่องจากของมีจำกัด

theory

รู้ 5 ปัจจัยนี้แล้วต้องทำอย่างไรต่อ

คุณจำเป็นต้องคิดทบทวนถึงปัจจัยเหล่านี้อยู่เสมอ เพื่อดูว่าปัจจัยไหนบ้างที่มีผลมาหรือน้อย ต่อธุรกิจของคุณ เพื่อจะระวังอันตรายที่คาดไม่ถึงมาก่อน รวมถึงสามารถจับโอกาสเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ตัวอย่างเช่น

  • ถ้าคู่แข่งเยอะ → คุณแข่งได้ไหม ต้องพัฒนานวัตกรรมอะไรเพิ่มรึเปล่า หรือต้องระวังการลดราคาในอนาคตรึเปล่า ถ้าสินค้าของคุณไม่มีความแตกต่าง
  • ถ้าคู่แข่งรายใหม่เยอะ → มีวิธีอะไรบ้าง ที่ทำให้รักษาฐานลูกค้าเดิมให้ซื้อซ้ำกับเราได้
  • ถ้าสินค้าทดแทนกำลังมา → มีวิธีอะไรบ้าง ที่จะขยายตลาดออกจากสินค้าเดิม
  • ถ้าผู้ขายมีน้อยลงเรื่อยๆ → ทำอย่างไรให้เราสามารถได้ต้นทุนราคาเดิม หรือถูกลงได้
  • ถ้าคนซื้อมีน้อยลงเรื่อยๆ → ทำอย่างไรให้เขาซื้อซ้ำ และเราจะมองหาโอกาสตลาดใหม่อย่างไร

สรุป

อย่างน้อยที่สุดควรลองพิจารณาปัจจัยภายนอก ทั้ง 5 นี้ เพื่อดูว่าอะไรบ้างที่เป็นโอกาส หรือเป็นอุปสรรคสำหรับธุรกิจของคุณ เพื่อให้เห็นทิศทางของธุรกิจที่จะไป แล้ววันนึง โอกาสที่เหมาะสมก็จะมาถึงครับ

Way Maker เราเชื่อว่างานให้คำปรึกษา เป็นงานที่ช่วยสร้างสิ่งมหัศจรรย์แก่โลก ให้ผู้คนได้เห็นหนทางที่จะไปต่อในชีวิตผู้คน

ถ้าคุณอยากทำงานกับที่ปรึกษาในรูปแบบนี้ ติดต่อ Way Maker

Facebook: Way Maker
LINE: @WayMaker
โทร: 066-124-3562

อ้างอิงข้อมูลจาก : 

  • dreamend state

Author

Nakamol A.

Full-time CEO of Way Maker and part-time writer.